เมื่อเมืองทอง….ผยอง!!!

ชั่วโมงนี้ไม่เขียนถึงอาจมิได้แล้วละครับสำหรับผลงาน''เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด'' ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปัจจุบัน
4 นัด 8 คะแนนจากแต้มเต็ม 12 หายไป 4 จากผลเสมอ 2 นัด ที่ดีเลิศคือ "ครั้งแรก" ของ "กิเลนผยอง" ในการชนะทีมจากประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งเกาหลีใต้ ระดับสมาคมเอเชีย ทำให้พวกเขารั้งหัวหน้าฝูงกลุ่มอี พร้อมกับเพิ่มช่องทางเข้ารอบนอคเอาต์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย
นับจากครั้งแรกที่สมาคมไทยได้สิทธิ์ร่วมชิงชัยเอเอฟซี ชปล. เมื่อปี 2002 กระทั่งโดนเว้นวรรคไป 3 ซีซั่นตอน 2009-2011
ต่อจากนั้นได้สิทธิ์แชมป์หนึ่งทีมเตะรอบแบ่งกลุ่มปี 2012 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือทีมแรกจนถึงปีปัจจุบันที่เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ชิงชัยทีมแชมป์ไทยลีก ได้สิทธิ์อัตำหนิโนมัตำหนิหนึ่งที่ จากความอุตสาหะในการพัฒนาลีกด้านในให้ได้มาตรฐานสากล
ถ้าเกิดนับถอยหลังจริงๆอาจจำเป็นต้องตอนปี 1996 โน่นแหละครับที่มีไทยแลนด์ลีก ปรับนิสัยจากถ้วยพระราชทาน ก. ยกเลิกการประลองแบบทัวร์นาเม้นต์ 3-4 เดือนจบ มาเป็นการประลองพบกันหมดเหย้าเยือน
แต่ทว่า…ยังไม่เป็นรูปแบบสากล เนื่องจากว่าใช้สนามเป็นกลาง แม้กระนั้นติ๊งสมมุติว่ามีเหย้ารวมทั้งเยือนให้ครบมนสนามเป็นกลางนั่นแหละ ในขณะที่สนามทบ, ธูปะเตมีย์…บลาๆๆ
ตอนนั้นผู้ช่วยเหลือเปลี่ยนไปหลายเจ้า กระทั่งกระทั่งถึงตอนคาบเกี่ยวจากไทยแลนด์ลีกมาเป็นอิสระยพรีเมียร์ลีกสองซีซั่น
ชลบุรี เอฟซี ปี 2007 รวมทั้งปีถัดมา การไฟฟ้า ที่แปลงร่างเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในขณะนี้ นั้นคือตอนคาบเกี่ยวเปลี่ยนถ่ายเพื่อให้เป็นระบบลีกจริงๆมีเหย้าเยือนจริงๆไม่มีแข่งสนามเป็นกลาง ขึ้นปี 2009 ก็เลยมีรูปแบบแจ่มกระจ่างที่สุดโน่นบางทีอาจนับว่าปีแรกอย่างเอาจริงเอาจัง
มีแข่งขันกันสองทีมคือ เมืองทอง รวมทั้ง ชลบุรี กระทั่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด "เอล กลาสิโก" เมืองไทย อะไรราวๆนั้น ซึ่งความจริง ทรรศนะส่วนตัวของผมก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเอล กลาสิโก อะไรให้ราวกับเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลนา
บอลไทยก็บอลไทย หาเอกลักษณ์ตัวเองไม่ต้องไปเลียนแบบอะไรที่เขามีรากประวัติศาสตร์ฟุตบอลกันมานานเกิน 50 ปี
จากความก้าวหน้าบอลไทยพรีเมียร์ลีกมาเป็นอิสระลีก 1 ในขณะนี้ก็ 10 ปีแล้วครับผมที่พวกเราอุตสาหะปรับปรุงไปในทิศทางที่สมควรตามแบบสากล ค่อยๆปรับกันทุกแบบทั้งแฟนบอล, ผู้ตัดสิน, นักฟุตบอล, ผู้ฝึกสอน, เรื่องบริหารจัดแจงทีมมันอาจไม่ร้อยเปอร์เซนต์แน่ๆ…ถึงวันนี้ แม้กระนั้นมันดีขึ้นกว่าครั้งก่อน
โอเค…มันอาจเป็นแนวทางแบบไทยๆนะครับ หลายๆเรื่อง แม้กระนั้นถ้าเกิดดูบวกในแง่การสนับสนุนการกีฬาอาชีพ, ธุรกิจ กีฬา เดี๋ยวนี้จำนวนเงินมากมาย ถ้าเกิดดูแง่การทำงานทุกฝ่ายเลย พวกเรายังไม่มืออาชีพมากพอ แม้กระนั้นมันคือตอนของการเปลี่ยนถ่ายสมัยสู่สมัย ตอนปรับนิสัยจากวิถีบอลไทยเมื่อในอดีตมาเป็นเดี๋ยวนี้
สิ้นยุค ปิยะดงษ์ ผิวอ่อน, ซิโก เกียรติศักด์ เสข้าวนาเมือง จนกระทั่ง ดัสกร ทองเหลา, ธีรเทพ วิโนทัย ก้าวสู่สมัย ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์
1 ทศวรรษบอลไทย…มีดราม่า มีปัญหาล้นหลาม กระเสือกกระสน แม้กระนั้นวันนี้จำเป็นต้องบอกว่ามันไปในทิศทางที่เจริญมากเพิ่มขึ้น มันบางทีอาจควรต้องใช้เวลาเป็นเวลานานกว่าเจลีก, เคลีก แม้หวังความสำเร็จในระดับเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมเกาหลีใต้รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น ทั้งสมาคมรวมทั้งทีมชาติผมว่าพวกเราใช้เวลาปรับปรุงเป็นเวลานานกว่า…แม้กระนั้นถ้าเกิดไปถูกทาง เป็นเวลานานกว่าแล้วได้ผล จำเป็นต้องอดทนครับผม มันไม่มีวันลัด

นิสัยคนประเทศไทยพวกเรายังไม่มีวินัยหรือรับผิดชอบสังคมมากเท่าคนประเทศญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ดำเนินการอะไรจำเป็นต้องใช้เวลาสักนิดสักหน่อย อย่าไปเดินทางลัด เนื่องจากว่าไม่มีวันลัดในเกมฟุตบอล ไม่เช่นนั้น ซาอุดีอาระเบีย หรือทีมจากอาหรับ ครอบครองแชมป์โลกไปแล้ว
ด้วยเหตุดังกล่าวพวกเราจำเป็นต้องปรับปรุง ตามแบบสากล ปรับทัศนคติของทุกคนในแวดวงฟุตบอลไปเรื่อยๆถึงจุดหนึ่งที่สมควร…มันจะมาเองครับผม ถ้าเกิดไม่ล้มครืนพังทลายลงไปก่อน ผมว่าพวกเรามีโอกาสเติบโตในระดับทวีปได้
มองเห็นมั้ยครับผม…Fun8810 ปี มาแบบถูกบ้างผิดบ้าง ปรับนิสัยกันไปพอเหมาะพอควร ถึงจุดนี้อย่างที่จั่วหัวไป เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะเป็นสมาคมแรกของเมืองไทยที่ผ่านไปสู่รอบนอคเอาต์ ภายหลังได้สิทธิ์ในปี 2011 โน่นคือไทยลีกตั้งมา 4-5 ปี เอเอฟซี มองเห็นความก้าวหน้ารวมทั้งความมุ่งมั่น
บุรีรัมย์ ยุยงไนเต็ด คือทีมแรกที่เล่นรายการนี้ในปี 2011 ในฐานะแชมป์ไทยลีก ผลงานของวังสายฟ้าจำเป็นต้องบอกว่าเจริญ มีทั้งชนะ,เสมอ รวมทั้งแทบเข้ารอบนอคเอาต์ในปี 2015 เพียงแค่เนื่องจากว่าเรื่องของ เฮด ทู เฮด เพียงเท่านั้น
พวกเขาทำได้ 10 แต้มเท่ากับ ซงนัม เอฟซี จากเกาหลีใต้รวมทั้ง กัมบะ โอซาก้า จากประเทศญี่ปุ่น แม้กระนั้นพอนับเฉพาะผลงานที่เกี่ยวข้องกันสามทีม พวกเขาตกรอบอย่างโชคร้าย คือถ้าเกิดนับเฉพาะตารางคะแนนปกติ บุรีรัมย์ จะเป็นแชมป์กลุ่มโดยทันที เนื่องจากว่าผลงานโดยภาพรวมดีสุด แม้กระนั้นเมื่อกฏ กติกา ออกมาอย่างงั้น ใช้ เฮด ทู เฮด เฉพาะทีมที่มีแต้มเสมอกัน เป็นไม่นิลีก สามทีมพอดิบพอดี เลยชวดเข้ารอบไปอย่างโชคร้าย
เพียงพอปีที่แล้วเก็บได้ 1 แต้ม ตกรอบแบ่งกลุ่มในจังหวะขาลงพอดิบพอดี… มาปีนี้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกคือผู้แทนที่เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม รวมทั้งเมื่อผ่านไป 4 นัด สร้างผลงานได้น่าประทับใจ กระทั่งเป็นกระแสไปทั้งประเทศ
เดี๋ยวนี้ก็รอลุ้นนัดที่ 5 ต้อนรับการมาเยือนของบริสเบน รอร์ ที่ทำท่าว่าจะมีลุ้นเข้ารอบด้วยเหมือนกันแม้พวกเขาบุกมาชนะเมืองทองได้ถึงเอสซีจี สเตเดี้ยม แล้วคู่ ค้างชิมา กับ อุลซาน ฮุนได เท่ากัน โน่นจะทำให้นัดในที่สุดนัดที่ 6 จะมีลุ้นเข้ารอบกัน 4 ทีมเลยวครับผม
ดูแง่ลบๆไว้ก่อนนะครับ….แม้กระนั้นถ้าเกิดเมืองทองมีแต้มช่องทางเข้ารอบแจ่มใส หนึ่งแต้มก็ลุ้นได้มาก ถ้าเกิดสามแต้ม เข้ารอบเลย
โน่นคือภาพกว้างๆอีกสองแมตช์ตอนสิ้นเดือนเม.ย. กับต้นเดือนพฤษภาคม แม้กระนั้นเอาที่เกิดขึ้นนัดปัจจุบันชัยชนะต่อ อุลซาน ฮุนได ในบ้านของ "กิเลนผยอง" ถือว่าเป็นฟอร์มที่ยอดดีเยี่ยมที่สุด ผมว่าเล่นดียิ่งกว่านัดที่เจอ ค้างชิมา แอนต์เลอร์ "รองแชมป์สมาคมโลก" ด้วยเนื่องจากว่าสกอร์บางทีอาจไม่ใช่ 1-0 จากช่องทางที่ทำได้
เกมนัดนี้ผู้ฝึกสอนแบน ธชตวัน ศรีปาน วางแทกตำหนิกราวกับทุกนัดก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ที่ให้สัมภาษณ์ว่าจะบุก เนื่องจากว่าอยากชนะนั้นคือการปล่อยข่าวลวง ด้วยเนื่องจากว่าแทกตำหนิกของผู้ฝึกสอนแบน ราวกับเกมแรกที่เสมอ บริสเบน, ชนะ ค้างชิมา รวมทั้งเสมอ อุลซาน
โน่นคือตั้งรับแบบคุมโซน รอคู่ปรับพลาด ตัดบอลได้ สวนกลับโดยทันที
นี่คือการวิเคราะห์เกมได้ถูกต้องตามคุณภาพรวมทั้งมาตรฐานของทีมตัวเองเมื่อเทียบกับคู่ปรับ ไม่ใช่จะไปบ้าจี้เปิดเกมรุกเข้าใส่เพื่อหวังชนะ เนื่องจากว่าบอลของพวกเรายังคงจำเป็นต้องเล่นด้วยแทกตำหนิกรับรอสวน
ยังไม่ถึงขั้นไปเปิดเกมรุกตะลุยแหลกราวกับที่พวกเขาเล่นกับพวกเรา
การเล่นอย่างงี้จำเป็นต้องแน่ใจว่ารับแน่น แนวรับทั้งแผงกับดินแดนกลางจำเป็นต้องรักษาช่องว่างให้แคบ ไม่ห่างกันมากมาย ปิดการเข้าทำตามช่องบีบให้ ครอสจากข้างๆแล้วลุ้นความผิดพลาดในการมาร์คหรือเฝ้าติดตามตัว
บังเอิญกองหลังเมืองทองชุดนี้ไม่ใช้เด็กหงส์…ที่โยนจากข้างๆเป็นโดนยิงทุกที…55555 นับว่าการคุ้มครองใช้ได้ครับผม ความผิดพลาดส่วนตัว จำพวกหลุดโดดเดี่ยวเข้าไปเปิดเกมง่ายๆอะไรนั้นไม่มี เมื่อลดความผิดพลาด…ยืนกันรัดกุมดี คู่ปรับก็เจาะยาก ความกดดันตกไปอยู่กับทีมบุก

นี่ผ่านมารวมนัดปัจจุบันทีมผู้ฝึกสอนแบนเสียไป 1 ลูกให้ค้างชิมา นอกเหนือจากนั้นไม่เสียประตูเลย กับ อุลซาน สองนัดทีมจากเกาหลีใต้ ดีเลิศมากมายๆบริสเบน เสมอแบบน่าชนะ จุดนี้คือข้อดีของทีมคือพลาดยาก เสียยาก
การวางแทกตำหนิของผู้ฝึกสอนแบน ธชตวัน ศรีปาน ก็เลยทำได้ต่อเนื่อง เนื่องจากว่านี่คือข้อดีของเมืองทองเวลานี้
ผมเองโชคดีมีโอกาสนำเสนอเอเอฟซี ชปล. ผ่าน bugabootv แล้วเป็นเทปออกช่อง 7 เวลากลางคืน ติดตามลักษณะการทำงานของทุกทีมในกลุ่มรวมทั้งงานของผู้ฝึกสอนแบน
ครั้งแรกใช้กองหลัง 4 อดิศร พระพรหมรักษ์ ยืนคู่ อาโอยามะ หามซ้าย ธีราทร ปีกซ้าย พีรพัฒน์ เนื่องจากว่าอยากคนช่วยเกมรับด้านซ้าย แล้วบุกได้ทั้งสองคน กลางคือ อี โฮ กับ วัฒนา พลายนุ่ม เกื้อหนุน เมสซี เจ ที่ยืนด้านหลัง ธีรศิลป์ กับ ซิสหรูหรา
ความแน่ใจจากเกมแรกทำให้เกมสองกองหลัง, กลางชุดเดิม ปรับเพียงแค่ มงคล ทศไกร มายืนทางด้านขวาเพื่อช่วยเกมรับเป็น 4-4-1-1 ด้วยเนื่องจากว่าธีรศิลป์ ไม่พร้อม เกมนี้พลาดเสียประตูแม้กระนั้น กลับมีทีเด็ดจาก ซิกโก้ ท้ายเกมชนะ ค้างชิมา แอนต์เลอร์
เกมสามเยือนอุลซาน เกมนี้จำเป็นต้องยอมรับว่าเกมรับเทียบสองเกมแรกมิได้ แทบเสียประตูสองสามครั้งจากโอเพ่น เพลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายเกม แม้กระนั้นเอาตัวรอดได้ รวมทั้งมีจังหวะสวนกลับที่ดี ถ้าเกิดมองเนื้อหาแทกตำหนิก
เกมเยือนอุลซานนั้น ผู้ฝึกสอน แบน ใช้กองหลัง 3 คือเพิ่ม อดิศร ลงไปช่วยเกมรับกับ อาโอยามะ รวมทั้ง เซลิโอ ผ่านความฟิตลงมายืนได้ วิงหามสองข้างเหมือนเดิม ทริสตอง โด กับ อุ้ม ห่วยกว่านั้เนื่องจากว่า อี โฮ ไม่ฟิตเป็นตัวจริงทำให้จำเป็นต้องส่งเด็ก ศนุกรานต์ ถิ่นจอม ลงเล่นกับ วัฒนา
พอนัดปัจจุบันปรับมาเล่นหลัง 4 อดิศร พัก ใช้เซลิโอ กับ อาโอยามะ ที่ดูเหมือนจะเข้าคู่เจริญ ในช่วงเวลาที่กองกลางส่ง รัชพล นาวันโน เทพเดินสาย เพื่อนสนิท ชนาธิป ยุคอยู่นครปฐม กระทั่งไปด้งกับชัยนาท ฮอร์นบิล เปิดฉากเกมใหญ่เลย
เกมนี้รูปแบบ 4-4-1-1 ปรับเอา ธีรศิลป์ ยืนฝั่งซ้ายช่วยงานน้องอุ้ม มงคล ทางขวา ในเกมรับ ซิศโก ค้ำหน้า เมสซี เจ ตัวฟรีในเกมรุก
ผมตั้งข้อคิดเห็นว่า แทกตำหนิของ ผู้ฝึกสอนแบน เวิร์ค เนื่องจากว่า เกมรับรัดกุมได้จริงอยู่แม้กระนั้นที่สำคัญคือเกมรุกสามารถตอบโต้กลับ ข่มขู่ อุลซาน รวมทั้งคู่ปรับได้ทั้งสามเกมครับผม เนื่องจากว่าการมี ซิสโก ยืนค้ำหน้า ด้วยเกรดบอลระดับ ซิสโก นั้นสามารถเอาตัวรอดได้ในแผงหลังคู่ปรับไม่ยาก
เก็บบอลได้ ทั้งในอากาศรวมทั้งพื้นดิน เขาเล่นบอลต่อเนื่องได้ บวกกับเมสซี เจ ที่กำลังพีคๆมี มุ้ย ที่ความชำนาญดี ทำให้จังหวะตอบโต้กลับ อันตราย น่ากลัว. อุลซาน ก็จำเป็นต้องวิ่งลงกันจ้าละหวั่น
เกมปัจจุบัน…จังหวะสวยที่สุดในการเคลื่อนที่ของเกมมีสองจังหวะที่ ธีราทร กดบอลหลอกคู่ปรับสองจังหวะก่อนปล่อยบอลให้ ซิสโก หลุดโดดเดี่ยว แม้กระนั้นยิงไม่ดีเอง รวมทั้งอีกหนึ่งจังหวะ มุ้ย ให้บอลเข้าพื้นที่ว่างระหว่างกลางกับหลังของ อุลซาน
เมสซี เจ สอดเข้ามาด้วยเซนส์ฟุตบอล รับแล้วกลับป้ายต่อให้ มงคล ยิง…ติดเซฟ ยอง แด นายประตูจอมเงอะงะของ อุลซานถ้าเกิดคมๆเด็ดขาด มันจำเป็นต้อง 3-0
อันนี้มิได้อวยอะไรกันเกินเหตุ ถ้าเกิดคนใดกันได้ชมจากแทกตำหนิกการเล่น ช่องทางที่จะยิงประตูกันนั้น เอสซีจี เมืองทอง ยุยงไนเต็ดแจ่มกระจ่างรวมทั้งมีมากยิ่งกว่า แม้กระนั้นเมื่อไม่เด็ดขาดเองซึ่งบางทีอาจเป็นบทเรียนในภายหลังได้
ราวกับแมนฯยูฯยังไงครับผม นำ 1-0 เพียงพอลูกสองไม่มา เลยโดนตีเสมอท้ายเกม ฟุตบอลมันเป็นแบบนี้แหละครับผม ฝึกซ้อม จัดแจงทีม วางแทกตำหนิก แม้กระนั้นถ้าเกิดไม่อาจจะปิดสกอร์ได้ มันคือปัญหา นี่จะเป็นสิ่งที่ ผู้ฝึกสอนแบน ธชตวัน ศรีปาน อาจควรต้องไปปรับผู้ร่วมทีม
อีก 2 นัดต่อกรบริสเบน รอร์ ที่พวกเราบางทีอาจใช้ความเป็นต่อเรื่องลักษณะอากาศที่ร้อนอบอ้าว ขนาดเตะ 19.30 น. พวกประเทศอากาศหนาวไม่เคยชินแน่ๆครับผม อากาศร้อนของเมืองร้อน กับอากาศร้อนของเมืองหนาวมันไม่เหมือนกัน

ในฐานะที่ผมเคย…ไปซัลโวประตูที่ศูนย์ฝึกทีมชาติเกาหลีใต้เมื่อสามสี่ปีกลาย เล่นท่ามในอากาศร้อนในเกาหลีใต้ 19-20 องศานะครับ น้ำลายเหนียวติดคอ หายใจไม่ทัน ส่วนอากาศร้อนบ้านพวกเรา
เพียงแค่วิ่งสปีดก็แทบหมดแรงแล้ว…ราวกับที่นักฟุตบอลอุลซาน ฮุนได โดนความร้อนทำร้าย วิ่งไม่ออก เพรสซิง ไม่เป็น ตรงนี้แหละครับผมที่ผู้ฝึกสอนเกาหลีใต้ ช่วงแรกคุยว่าปรับนิสัยได้ ไม่กลัว เพียงพอแพ้ โทษอากาศว่าร้อน มีผล
จริงๆมีผลครับผม…แม้กระนั้นคนใดกันจะบอกก่อนเกมว่ามันมีผล ไม่อย่างนั้นคู่ปรับทราบข้อบกพร่อง แม้กระนั้นเชื่อเถอะเพียงพอเล่นเกมไปพวกเรามองเห็นเลยว่า พวกเขาจำเป็นต้องเล่นเกมช้า เน้นความแน่นอน ทั้งนักฟุตบอลประเทศเกาหลีรวมทั้งวัวรแอต ที่ไม่เคยชินกับอากาศอย่างงี้ สปีดหนีนักฟุตบอลไทยไม่พ้น
ผมเชื่อว่าบริสเบน รอร์ ไม่ได้ต่างอะไรกับทีมชาติออสเตรเลียที่แทบมาเสียฟอร์มในการคัดเลือกบอลโลก รวมทั้งเกมนี้…ถ้าเกิดผู้ฝึกสอนแบน วางแทกตำหนิกเหมือนเดิมไม่ต้องไปย่ามใจอะไรมากมายกับผลงาน รอสวนแม่นๆปรับจังหวะการยิงให้คมมาก
ได้ 1 แต้ม ช่องทางเข้ารอบนอคเอาต์มีมากพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดค้างชิมาฝัง อุลซานได้ เท่ากับนัดในที่สุดที่เจอกับเมืองทองคือการแย่งที่ 1 รวมทั้ง 2 ในกลุ่มเพียงเท่านั้น หรือถ้าเกิดอยาก

ชิชาริโต้ รีเทิร์น ปีศาจแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างรุนแรง
พอจะพูดว่าปัญหาในเกมรุกของทีมอสุรกายแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้โดยตลอด
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะฝืดเคืองขึ้นมาในทันที
เว้นแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ทว่าเดี๋ยวนี้ดูเหมือนทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อโดนจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้โดยเหตุนี้ & ฉะนี้
ก็เลยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูหน้า เป็นนักเตะประเภทดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการเสพสังวาสกับอสุรกายแดงอย่างสนุกสนานรื่นเริงไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง แล้วก็โดยไม่เว้นแม้กระทั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสูรสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมผยองให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำได้เพียงแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งต่อๆกันประมาณว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ท้องนาต่อไปนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้อย่างมาก ถ้าเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักเตะชาวจังหรูหราผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราว 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่ผ่านมาที่พูดว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปลดปล่อยออกมาจากทีมไปหลายๆคนหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูสังเวย เมื่อฤดู 2015-16 กล่าวถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกเยอะที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
ฤดู 2010-11 นักเตะที่เพื่อนพ้องร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" ซ้ำๆไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครอบครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างคงทนไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แม้กระนั้นเมื่อลงมาเป็นตัวสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้มีความแตกต่างจากอาวุธลับของอสุรกายแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ท้องนา โซลชา

ฤดูถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
ก็แค่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าในฤดูสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมอสุรกายแดง – คุณพ่อมึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งอาจเนื่องจากว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตอนที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าประเภทหมูเดือดอย่างเดิม แม้กระนั้นอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูสุดท้ายของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 9 นัดหมายเท่านั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซืออสุรกายแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 6 นัดหมายเท่านั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงแม่งานอีกรอบเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ตระกูลสูงกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมทีม ลุงอ้วนมึงก็เลยตกลงใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักน่าเอ็นดูของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "กษัตริย์ชุดขาว" ทั้งผอง 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้ารู้สึกว่าชีวิตส่วนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าเกลียดสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกรอบในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งผอง 3 นัดหมาย จนถึง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถุย! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกเฟ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคอสุรกายแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง หลังจากทีมตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดลูกโทษ แม้กระนั้นคุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะอย่างงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปจ้องตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง เหมือนเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อไปลุงอ้วนเหน็บกินส์แกก็ตกลงใจปลดปล่อยกองหน้าทีมชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนมากอาจเสียดาย แม้กระนั้นขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรือห่วงใยอะไรจำนวนมาก เนื่องจากว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยแล้วก็ยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูสังเวย "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปแล้วทั้งผอง 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอสมควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติแล้วก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้อสุรกายแดงก็ออกอาการอาลัย & ห่วงใย ขึ้นมาในทันที ประมาณว่าน่าเสียดายพลางชื่นชอบกุนซืออสุรกายแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ไงขอรับ…ไอ้หอก!" ดังนั้นไม่ต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบส่วนมากคงจะเช่นเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าตัวก็คงจะไม่แพงน่าเกลียด แม้กระนั้นคงจะสูงกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความสามารถความรู้ความเข้าใจเฉพาะตัวค่อนข้างจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการกระชากบอลหนีคู่ต่อสู้หรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่ต่อสู้ – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
ข้อดีหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวเป็นการทำประตูในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "จิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"พูดง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือถ้าฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือเพื่อนพ้องร่วมทีมไม่อาจจะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากเพียงพอ เขาก็จะจำแลงเป็นไม้ตีพริกที่หมดประโยชน์ในทันที โดย 12 นัดหมายปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม แล้วก็จะต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษพยายามพรีเซนเทชั่นแม้กระนั้นสถิติที่สวยหรู ดังเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่พูดว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่มึงยิงมิได้ติดต่อกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นการสงครามภมิลำแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยอาจมิได้มีความหมายว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันนี้อายุของ "น้องถั่ว" พึ่ง 28 ขวบเท่านั้นเองขอรับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน หากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "นายห้างขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะกับแนวทางการเล่นฟุตบอลแบบเน้นย้ำการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แม้กระนั้นคงจะเหมาะสมกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้อสุรกายแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วแล้วก็น้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ปีศาจแดง

ตอนนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ปัจจุบันสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ทดลองสื่อภูมิลำเนาของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นทีจะมีมูลเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแม้กระนั้นก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ ตอนวันที่ 24 ม.ค.ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ปิดท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดเหตุการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวสารจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีคงจะจำต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ ทำไม กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก รวมทั้งอยากไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนถึงในขณะนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวนับได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนพลตัวหลักของทีม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นดีที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการยอมรับจากแฟนๆตราหมี รวมทั้งผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จได้แชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาจึงได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด อย่างงี้ก็โบกไม้โบกมือลาจังหวะได้แชมป์ได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งสหายๆดันพ่ายแพ้ค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจำต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปจัดว่ายากมาก จังหวะจอดป่ายปีนแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความมุ่งมาด แม้กระนั้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือราชสีห์กระทิงเเรดรออยู่อีกมากมาย ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การได้แชมป์รวมทั้งการยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยๆจัดว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่เกียรติศักดิ์ รวมทั้งศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายเหมาะจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็จัดว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างอย่างใหญ่โตเท่ากันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในขณะนี้ จัดว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่กระดานแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของทีม แม้กระนั้นถ้าเกิดจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เหตุเพราะ ‘ตราหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินเข้มงวด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน แม้นักฟุตบอลรายใดที่อยากได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ลู่ทางเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก สมัยก่อนสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า แม้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งรวมทั้งเล่นกับทีมได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ รวมทั้งเชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสบายกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ เพียงผมไม่รู้ดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อกุนซือใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มอกกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นข้อสันนิษฐานที่จาง เพราะแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้อยกเว้น ขอเพียงแต่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้หลายท่านยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าเกิดจบแล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาหลายคราแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้ส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่คอยยอมรับฟังข้อเสนอแนะ

มหัศจรรย์ของเลสเตอร์

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากนะครับ น่าพิศวงพอกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
คือนับจาก เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – ทันใด! อดีตกาลผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู รวมทั้งเสียเพียงแต่ 4 เม็ดแค่นั้น
พวกพ้องจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายจนกระทั่งแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าเกิดพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆอาจมีสิทธิ์ปกป้องแชมป์ของตนได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการทีมให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็ต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมทีมในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมดทั้งปวง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งได้เพียงแต่ 5 นัดหมายแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เจอความแพ้พ่ายถึง 7 นัดหมาย รวมทั้งเสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะใครกันแน่เลย
ผลงานเสื่อมถอยดำดิ่งต่างจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นทีมดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตนเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายๆคน (รวมทั้งผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นเหตุที่กล่าวว่าทำไม "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความรันทดอดสูอย่างงี้ ก่อนจะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงบันดาลใจ หลังพุ่งชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งย่อมระมัดระวังรวมทั้งเน้นหนักมากเพิ่มขึ้นยามเจอทีมจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายๆคนฟอร์มตกอย่างน่าสะอิดสะเอียน ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งอื่นๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า "พลังงานอะไรบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ด้านวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกประเทศไทยที่เคยเจออย่างมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แม้กระนั้นในความมีชัย 6 นัดหมายล่าสุด มันบ่งชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงบันดาลใจที่ไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่แข่งอย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่แข่งจะระมัดระวังอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อผู้อื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่แข่งอย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าสะอิดสะเอียน แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองทีมที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ใครกันแน่ที่มาเข้าพบแล้วอ้อนวอนให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษปรักปรำว่าขอเข้าพบผู้ครอบครองทีม เพื่อให้ถีบนายจ้างของตนออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างนั้น
ก็เลยพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันน่าสังเวช เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการทีมคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการทีมระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครกันแน่รู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะเล่นงานแบบลอบฆ่า อาศัยความสามารถเฉพาะบุคคลของ รียาด ซาตานเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกวานรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมศักยภาพอาจต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วย ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ฉันก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าแล้วหลังจากนั้นก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมทีมคราวแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการทีมรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตว่ากล่าว ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างงี้เลยนะครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งต่อๆกันแค่นั้น
นอกจากนี้ต้องสรรเสริญผู้ครอบครองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมทีมแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปหาผู้จัดการทีมคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นชาวอังกฤษแต่กำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักเตะของทีมในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชคราวแรกด้วยการเป็นกุนซือทีมสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการทีมของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการทีมคนใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมทีมคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จนะครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็ถือได้ว่าสถิติในการควบคุมทีม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งนะครับ ด้วยเหตุว่าเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกหัวหมอให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการทีมคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดมองเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการทีมคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนถัดไปนะครับ

แหม่…นี่ถ้าเกิดผมเป็นประธานสโมสรฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับรองว่าทีมชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุว่านี่คือสุดยอดผู้จัดการทีมสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงแต่ปลดผู้จัดการทีมคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการทีมคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างงี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันรุนแรงแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งทุ่งนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอปรี่ บางทีอาจจะมึนงงพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ฉันทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความลึกลับ ซับซ้อน ลึกลับทั้งซับซ้อนทั้งซ่อนเงื่อน เพื่อนพ้องคิดคด บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชนะครับ

ครึ่งทางของมูรินโญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เพราะว่าประวัติศาสตร์ของชมรมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันคือพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าสะอิดสะเอียน แต่ควรจะทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยมองดูจากทีมกำลังลงตัวแล้วก็ทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกเราแทบไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะว่าเขาอาจจะตระหนักดีว่าการมารับงานที่ชมรมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือสัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู้นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งามดังที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ้งชัดคือ บอลแปรไปมากมาย แล้วก็การแข่งขันชิงชัยไม่ได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมเข้าใจกันดี ผมรู้ว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณคิดออกทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้เย่อหยิ่งเลย ผมรู้ว่าคำพูดผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ขณะนี้" แต่ผมมีความรู้สึกว่า ถึงขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็ต้องกล่าวอย่างนั้น แต่ผมรู้ว่ามันยาก"
"ผมรู้ว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ชมรมอื่นๆแต่ผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะว่าผมมีความคิดว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในเวลานั้นจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วก็เขารู้ว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับชมรมที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหาย แล้วก็ความเป็นจริงเป็นจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าหากผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนบรรลุผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์ล้นหลาม แต่ผมไม่ได้สุขสบายเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำในตอนนั้น ผมมีความรู้สึกว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แต่ขณะนี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ นั่นคือพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
มีความหมายว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับรู้ว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็มที่กับการควบคุมทีม แต่ขณะนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งที่สถานการณ์แล้วก็จังหวะการคว้าแชมป์ของซาตานแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การกล่าวเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกชมรมใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะว่ามันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกที (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็ทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดล้นหลามในอาชีพของผมแล้วก็ผมเข้าใจกันดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้ศึกษาอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเรื่องของชมรมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับที่นี่ ผมไม่จะต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเยอะมาก แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะคอกใส่หูผม" แล้วก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นชมรมที่เขาถูกใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีทางลืมเหมือนกัน
"คุณอาจจะหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แต่ความจำที่แจ้งชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือขณะที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 ต่อจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าหากพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งขันของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีนายทวารพวกเราต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความคิดว่ามันอาจจะจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในตอนนั้นเจริญ"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของพวกเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ขณะนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่แข่งขัน ครั้งนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราชมรมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"พึงใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์ล้นหลาม มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ประหม่าเลย ไม่นิดหน่อย ผมเพียงแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมเชื่อมั่น แล้วก็นิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็พึงใจมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่งขัน เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความรู้สึกว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยมีความรู้สึกว่ามันเหมาะกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกพึงใจมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างนั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกอย่างนั้นไปจนกระทั่งค่ำคืนสุดท้ายของผม มันควรเป็นอย่างนั้น ผมเกลียดชังเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับชมรมต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจกันดีถึงประวัติศาสตร์ชมรมหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการเปิดโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดเปิดโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายท่านรอคอยโอกาส หลายท่านมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะว่ามีนักฟุตบอลเจ็บเยอะมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่ดูในเรื่องราวดาวรุ่งของชมรม คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ต่อจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนมาก พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่รู้จักสึกกดดัน ไม่รู้จักสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งขันก็ไม่เคยทราบ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางโอกาสบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่เข้าใจกันดีถึงทางของชมรมนี้ที่เปิดโอกาสดาวรุ่ง"
ดูท่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่อยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาเพียรพยายามอดทน เพียรพยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากกว่านั้นได้ในตอนนี้ แต่ถ้าหากผมบรรลุผลสำเร็จในตอนนี้ผมอาจจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ที่นี่ มันเป็นชมรมที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิด ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในแนวทางการทำทีมกลับมาบรรลุผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากกว่านี้ แต่ผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ขณะที่ผมต้องการ เพราะว่าผมไม่อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…ดีจริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกจากจะมีผลให้อ่างจานชามยักษ์สงัดเงียบโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูทีมเยือนที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงทีมที่อุตสาห์ตั้งใจรัวถึงสามลูก (ทั้งๆที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จำเป็นต้องมาโดนดับจังหวะเพียงแค่การเสียลูกเดียว??

ในตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดนึง โน่นหมายความว่าว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู หากมั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่ไหน นี่เป็นสโมสรเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานมุ่งมาดปรารถนาครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าข้อด้อยเป็นข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแม้สำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ขอรับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกครั้งด้วยการ''เสมอ'' แอตเลตำหนิโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 กิริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังนึกออก แต่ว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็โกรธ ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำเป็นต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งๆที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรได้เตะยืดเวลาเนื่องจากเสมอกัน 1-1 หากเพียงแค่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยือนพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือจนถึงอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้พอๆกับบาเยิร์นเหมาะ 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายจำเป็นต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจำเป็นต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนประเภทนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนหากมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรเอาอย่างไรดี เนื่องจากว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน อดีตสมัยจำเป็นต้องคิดภาพตามว่ายุคสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยือนในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอรู้เรื่องตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่ทีมใดก็ตามจำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามสมุทรไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ข้อจำกัดของเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น ตามความศรัทธาของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เวลานี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีบทบาทที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยือนในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

หากโน่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจถูกทำโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะ พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันภายในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ช่วงเวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าหากไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำเป็นต้องยืดเวลาเนื่องจากว่าพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับผม เนื่องจากว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในตอนนั้นๆ

ขอรับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องจากว่ากฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้กลอุบายใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ หากจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ว่าถ้าหากเสมอ 1-1 หรือจนถึงเสียทีก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

ยิ่งกว่านั้นจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยือนได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะแยะกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็ย้ำแท็กติกกันเยอะแยะไป และก็บางโอกาสร่างกายที่พึ่งลงไปอาจฟิตทั้งคู่ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่พ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารและก็พุธก็เดินตามแนวคิดดังกล่าวข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงจังหวะมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนขาดความกรุณาปรานีเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายกว่า ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกทรรศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

หากด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันที่เรื่องพัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมเกือบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในทางทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าพวกทีมใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

หากประตูทีมเยือนนี่แหละ…มักรังควานพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมอาจเปี่ยมด้วยความหวัง เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของหัวหน้าฝูงลีก เอิง ในช่วงเวลานี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งๆที่ดอกไม้อันสวยยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจไม่ แต่ว่ามันก็อาจจะดีมากยิ่งกว่าเตะจุดลูกโทษหากใคร่ครวญเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมความพร้อมของทีม

หากผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะปฏิเสธ

เนื่องจากมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

สเต็ปเทพ เนย์มาร์ชูผลงานถลุงPSGสุดมันส์

 

ตัวรุกชาวแซมบ้า เชื่อฝีเท้าในเกมไล่ต้อนเปแอสเชคือผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา

เนย์มาร์ ดาวยิงคนดัง ของบาร์ซ่า ชูโชว์ฟอร์มการเล่นเกมเปิดรังอัด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 6-1 ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16W88ทีม นัดสอง คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของตัวเอง

ตัวรุกชาวแซมบ้าโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกในเกมนี้ ทำ 2 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ นำอาซูลกรานาสร้างปาฏิหาริย์พลิกแซงเปแอสเชแบบเหลือเชื่อ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-5 ทั้งที่เป็นฝ่ายแพ้มาก่อนในเกมแรก 0-4 พร้อมตีตั๋วสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

"ยินดีกับทุกคนในทีมเพราะพวกเขาเชื่อมั่นจนนาทีสุดท้าย" ตัวรุกวัย 25 กล่าว

"ใช่ เราทำได้ นี่คือเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยลงเล่น"

"ถ้าเราเชื่อมั่น ถ้าเราลงเล่น มันยากที่ใครหยุดบาร์ซ่า"

"เกมแบบนี้มันเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะยิง 6 ประตู และเราก็ทำได้"

ขณะเดียวกัน ตัวรุกชาวแซมบ้ายังเชื่อมั่นว่า ลิโอเนล เมสซี คู่หูในแนวรุกจะต่อสัญญาใหม่กับทีมแน่นอน

"ลีโอจะต่อสัญญาอย่างแน่นอน" เนย์มาร์ ทิ้งท้าย

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะอาร์เซนอลทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเจ๊

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน